วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

เจาะลึก Specfication ของ Hygrostat VM-80

Specification ของ VM-80

1.- Power ระดับไฟเข้า 90-260 ACv / 50-60 Hz ไม่ต้องซื้อ Adaptor  DC เพิ่ม
2.- Consumption กินไฟน้อยกว่า 5 v
3.- Accuracy ค่าความเพี้ยนต่ำมากเพียง + 0.3% เครื่องทั่วไปความเพี้ยนมากถึง + 5%
      จึงให้ความถูกต้องในการวัดมากกว่า 94% ซึ่งสูงมาก เมื่อเทียบกับเครื่องทั่วๆไป
4.-Sampling Speed การติดต่อรับค่าอุณหภุมิ ความชื้น ประมาณ 8 ครั้งต่อวินาที
5.- Alarm ช่องสั่งงาน จ่ายไฟออก ผ่าน Relay 250v ทนกระแสได้ 5A
6.- Analouge ช่องต่อพ่วง อุปกรณ์เพิ่มเติม จ่ายไฟขนาด 0-20 mA หรือ 4-20 mA
7.- Interface ช่องต่อพ่วง Computer โดย RS232 RS485 หรือ MODBUS RTU

ข่าวดีเพิ่มเติมแบบเล็กๆนะครับ

     ตามที่ผมได้กล่าวไว้แล้วว่า ผมให้ทางโรงงานเปลี่ยน Raley จาก 3A มาเป็น 5A ให้และเป็นการเปลี่ยน Relay จากโรงงานมาเลย ซึ่งผมคิดว่าน่าจะได้มาตราฐานที่สุด ด้วย Relay ขนาด 5A นี้จากที่ผมเคยบอกว่าจะใช้กับ Blade Humidifier ได้แค่ 2 ตัว ก็ต้องแก้ไขใหม่ครับ  Hygrostat รุ่นใหญ่ VM-80 นี้จะสามารถใช้กับ Blade Humidifier ซึ่งใช้ Cap Run จะสามารถใช้กับ Blade Humidifier ได้มากขึ้นเป็น 3 ตัวเลยครับ ยิ่งทำให้ท่านผู้ที่ใช้ Blade Humidifer จ่ายเงินน้อยลงอีก คุ้มสุดๆๆเลย และสามารถเพิ่มได้เป็น 6 ตัวได้โดยความสามารถของ ช่องสั่งการที่แยกอิสระจากกัน 2 ช่อง AL1 และ AL2 (คำอธิบายอยู่ด้านล่างๆนะครับ)


    อย่างที่ผมได้กล่าวมาแล้วนะครับว่า VM-80 รุ่นนี้สามารถคบวบคุมได้ทั้งความชื้นและอุณหภูมิ และสามารถแยกช่องสั่งการเป็น 2 ชุดคือชุด AL1 และ AL2 แยกอสิระจากกัน จึงทำให้ VM-80 รุ่นนี้สามารถควบคุมได้ด้วยเงื่อนไข ทั้ง 4 เงื่อนไข คือ



                                                    AL1                  AL2
เงื่อนไขที่ 1 - ควบคุมโดย         ความชื้น        อุณหภูมิ
เงื่อนไขที่ 2 - ควบคุมโดย         อุณหภูมิ         ความชื้น  
เงื่อนไขที่ 3 - ควบคุมโดย         อุณหภูมิ         อุณหภูมิ
เงื่อนไขที่ 4 - ควบคุมโดย         ความชื้น        ความชื้น




และเงื่อนไขการควบคุมค่าใน AL1 และ AL2 นี้ ซึ่งช่องสั่งการทั้ง 2 ช่องนี้ยังแบ่งค่าตัวแปรในการควบคุมออกเป็นอีก 6 ตัวแปร ( 6 Parameter) ซึ่งประกอบด้วย 

       1.-กำหนดค่า "อุณหภูมิ-สูงสุด "  (tH)                       2.-กำหนดค่า " อุณหภูมิ-ต่ำสุด "  (tL)              
       3.-กำหนดค่า "ความชื้น-สูงสุด "  (rH)                      4.-กำหนดค่า " ความชื้น-ต่ำสุด "  (rL)              
       5.-กำหนดช่วงทำงานด้วยอุณหภูมิได้  เช่น ให้ทำงาน ช่วง 28-30 องศา (C-Temperature in Range)  
       6.-กำหนดช่วงทำงานด้วยความชื้นได้ เช่น ให้ทำงาน ช่วง 75-85 Rh%   (HU-Humidity in Range)    

 
ซึ่ง Function เหล่านี้ค่อนข้างครอบคลุมการทำงานได้เกือบทุกรูปแบบ  ซึ่งจะทำให้สามารถกำหนดการทำงานที่โดนใจคุณได้มากกว่าดีกว่า และที่สำคัญมีความยืดหยุ่นกว่า ซึ่งทำให้เราสามารถเลือกการควบคุมได้มากขึ้นหลากหลายขึ้นกว่าเดิม สามารถเลือกให้ตรงความกับความต้องการใช้งาน และสามารถปรับให้สอดคล้องกับตัวแปรของฤดูกาลที่จะวิ่งเข้ามากระทบได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

อย่างเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในภาคใต้ซึ่งกำลังน้ำท่วมและมีฝนหนักอยู่ในขณะนี้ ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องชาวใต้ สภาพอากาศเช่นนี้เป็นสภาพการณ์ที่สร้างปัญหาให้กับบ้านนกทางใต้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องความชื้นที่สูงเกินพอดีไปมาก ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของรา  ซึ่งเครื่องควบคุมความชื้นที่ท่านกำลังใช้อยู่อาจจะไม่สามารถทำงานตามที่ท่านต้องการ เหมือนอย่างที่ท่านเคยคิดเอาไว้จนลุกลามกลายเป็นปัญหาที่สายเกินแก้ เพราะว่าได้ปัญหาต่างๆได้เกิดขึ้นไปแล้ว

ซึ่งปัญหาของภาคใต้ตอนนี้ตามที่ผมได้รับรู้รับทราบมาจากเพื่อนๆที่ตามอ่าน Blog ก็คือความชื้นสูงเกินไป และไม่สามารถจะแก้ไขได้ เพราะไม่รู้ว่าจะจัดการกับความชื้นส่วนเกินที่สูงขึ้นมากอย่างไร และ Hygrostat ที่ใช้อยู่มี Function น้อยและไม่สามารถ SET ค่าให้ทำงานตามเงื่อนไขที่เปลี่ยนไปได้ ซึ่งก็ได้แต่เป็นเพียงการคาดการณ์ โดยเปิดดูดอากาศในห้องนกทิ้งไปเรื่อยๆ เน้นการระบายออกให้มากแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงมาก เพราะว่าเวลาที่ตั้งไว้อาจจะไม่เพียงพอ จึงทำให้ยังมีความชื้นส่วนเกินอยู่ ปัญหาจึงยังไม่จบ  หรือหากว่าตั้งเวลาการทำงานไว้นานเกินไป ความชื้นก็ต่ำเกินไปและสร้างปัญหาเรื่องรังหลุดได้อีกเช่นกัน

แนวทางการแก้ปัญหาความชื้นส่วนที่เกิตขึ้นในขณะนี้  สำหรับเครื่องควบคุมความชื้นรุ่นอื่นๆ ผมคงให้คำตอบได้ไม่ชัดเจน ไม่ถนัดเท่าไหร่ครับ  แต่หากว่าเป็น Hygrostat VM-80 ตัวนี้ ผมพอที่มีแนวทางในการแก้ปัญหาได้และตรงตามความต้องการ ตรงกับปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ให้ท่านต้องการได้บ้างครับ

ตามที่ผมกล่าวไว้แล้วว่า VM-80 สามารถตั้งการควบคุมได้ 4 รูปแบบ โดยเฉพาะรูปแบบที่ 4 ซึ่งเป็นการควบคุมโดยกำหนดให้ควบคุมประเภท ความชื้น กับ ความชื้น

โดยเราสามารถกำหนดให้

โดยให้ AL1 - บริหารจัดการเรื่องการเติมความชื้นในกรณีความชื้นในบ้านนกต่ำเกินไป  ให้เปิด Blade Humidifier เพื่อเติมความชื้นใน Nesting Room ทันทีที่ความชื้นต่ำเกินกว่า 75 Rh% และหยุดระบบการเพิ่มความชื้น เมื่อความชื้นขึ้นมาที่ 85 Rh% (ค่าเหล่านี้สามารถกำหนดได้เอง ร่วมกับ Parameter ทั้ง 6 ตัว)

  ส่วน  AL2 - ให้บริหารจัดการเรื่องของความชื้นส่วนเกินที่อยุ่ภายใน Nesting Room โดยการสั่งเปิดเครื่อง Dehum เปิดพัดลมดูดอากาศ เมื่อความชื้นได้ขึ้นไปสูงเกินกว่า 92 Rh% (กำหนดค่าได้ตามต้องการ) ให้เริ่มดูดอากาศออก เปิดเครื่อง Dehum และสั่งปิดการทำงานของระบบเมื่อความชื้นส่วนเกินลดลงมาอยู่ 85 Rh% (ค่าเหล่านี้สามารถกำหนดได้เอง ร่วมกับ Parameter ทั้ง 6 ตัว)


ดังนั้น VM-80 จะบริหารจัดการความชื้นให้อยู่ในช่วงที่เราต้องการได้อย่างแท้จริง ทำให้ความชื้นไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่นกชื่นชอบ และไม่สูงจนเกินไปจนทำให้มีความชื้นส่วนเกินสะสมใน Nesting Room ซึ่งจะสร้างปัญหาเรื่องรา หรือ รังย้วย-เสียรูปทรง ตามมา

โดยปกติแล้วหากว่าเราใช้ VM-80 ในการควมคุมความชื้นอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงเรื่องอุณหภูมิแล้ว การควบคุมการสั่งงานก็จะสั่งผ่าน ช่องสั่งการ AL1 เพียงช่องเดียวก็เพียงพอแล้ว ดังนั้น AL2 จึงว่างอยู่ ดังนั้นเราสามารถเก็บช่อง AL2 ไว้เป็นช่องสั่งการสำรองได้ หากว่า Relay ของ AL1 เกิดความเสียหายขึ้นมา  เราก็สามารถนำช่องสั่งการ AL2 มารับช่วงการทำงานต่อจาก AL1 ได้ทันที โดยป้อนค่าตัวแปรต่างๆที่ใช้กับช่องสั่งการ AL1 เข้าไปที่ช่องสั่งการ AL2 เมื่อป้องค่าเสร็จแล้ว ก็จะทำให้ช่องสั่งการ AL2 ทำหน้าที่แทน AL1 ที่เสียหายได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องยกไปซ่อมหรือจ่ายเงินเพื่อซื้อเครื่องใหม่  ที่สำคัญคือว่าช่อง AL2 จะรับช่วงการทำงานต่อจาก AL1 ได้ทันที

หรือหากว่าท่านใดที่ต้องการใช้ Balde Humidifier 6 ตัวพร้อมกัน โดยใช้ VM-80 เพียงตัวเดียวในการควบคุมก็สามารถทำได้ครับ โดยนำเอาประโยชน์ของ AL2 ที่ว่างอยู่มาใช้ โดยท่านจะต้องใส่ค่าตัวแปรของ AL2 ด้วยเงื่อนไขเดียวกับ AL1 ทุกอย่าง ซึ่งก็จะทำให้ท่านสามารถควบคุม Blade Humdifier ได้ 6 ตัว โดย ช่องผ่านสั่งการของ AL1-เพื่อควบคุม Blade Humidifier 3 ตัวแรก และผ่าน AL2 - เพื่อควบคุม Blade Humidifier 3 ตัวที่เพิ่มเติมเข้ามา  จึงทำให้ VM-80 สามารถควบคุม Blade Humidifier ได้รวมกันเป็น 6 ตัว โดยท่านจะต้องแยก Main ไฟให้ชัดเจนว่า Main ของ AL1 จะไปควบคุมที่ไหน และ AL2 จะไปควบคุมจุดไหนแยกให้ชัดเจน  หากว่าทำตามนี้ VM-80 จะสามารถควบคุมการทำงานได้ถึง 6 ตัวครับ  ซึ่งในตึกนกของผมเอง  อย่างที่ท่านได้เห็นอยู่ใน Clip เก่า หากว่าท่านสังเกตุ จะเห็นว่าผมได้แยกควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าเป็น 2 ซีก แยก Main การควบคุมออกเป็นปีกซ้ายของตึก 1 ชุด ปีกขวาของตึกเป็นอีก 1 ชุด แยกขาดออกจากกัน (เพื่อประโยชน์หลายๆอย่างครับ)

หากว่าท่านใดต้องการใช้ควบคุมทั้งความชื้นและอุณหภูมิทั้ง 2 อย่างพร้อมกันก็สามารถทำได้ โดยแบ่ง AL1-ควบคุมความชื้น และ AL2-แยกไปควบคุมอุณหภูมิได้อย่างเหมาะสม หรือจะแยกไปควบคุมความชื้นส่วนเกินก็ยังทำได้ หรือจะนำไปเพิ่มจำนวนเครื่อง Blade Humidifier อีก 3 ตัวก็ทำได้ หรือจะเก็บไว้เป็นช่องสั่งการสำรองก็ยังทำได้ รวมทั้งมี Parameter ในการควบคุมอีก 6 parameter เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานที่หลากหลายจริงๆ

พร้อมทั้งยังมีความสามารถในการสื่อสารกับ Computer โดยผ่าน Port RS-232 , RS-485 และความสามารถของ PLC อีก และยังมี Function ที่ให้ท่านสามารถที่จะสอบเทียบผลที่วัด (Calibrate) ได้ด้วยตัวเอง

    ผมว่า VM-80 ตัวนี้ มีความสามารถเกินตัว คุณภาพเต็มประสิทธิภาพจริงๆ    

โดยส่วนตัวผมคิดว่าเครื่องควบคุมความชื้นที่มีความครบถ้วน ตอบสนองความต้องการได้มากมายขนาดนี้ ผมว่าหาได้ยากจริงๆ ผมว่า VM-80 ตัวนี้สุดยอดจริงๆๆๆๆ   หาตัวเทียบได้ยากเมื่อเทียบกับเครื่องทั่วๆไปที่มีขายกันอยู่ 
    ท่านมีความคิดอย่างไรบ้างครับ กับ VM-80 รุ่นใหญ่ตัวนี้  

หมายเหตุ - ราคาเครื่องรุ่นอยู่นี้ ราวๆ 48% นิดๆๆ ของเครื่องรุ่นใกล้เคียงกัน ราคานี้คุ้มมาก ผมหาของถูก คุณภาพดี มาให้ใช้กันครับ

                                                                                              This is it
                                                                                     Vuthmail-Thailand
                                                                                              17.11.53

การตั้งค่า เพื่อควบคุมอุณหภูมิ-ความชื้นของ VM-80HT

สวัสดีครับ หลังจากที่ห่างหายไปนาน เนื่องมีงานประดังประเด เข้ามาหลายเรื่องหลายอย่างให้จัดการ ทั้งงานประจำที่จะต้อง Clear ซึ่งคั่งค้างมานาน เนื่องจากสาเหตุที่ต้องการหา Hygrstat ประสิทธิภาพสูงมาใช้ในตึกนกของตัวเอง  ทำให้หมดเวลาไปมากกว่าที่จะมาสรุปได้ การสั่งของเข้ามา การเดินเอกสารต่างๆวุ่นวายไปหมด ก็พอดีข้ามเดือนไปแล้ว

เริ่มต้นเดือนใหม่งานเก่ายังไม่ได้สะสาง VM-80 HT ก็มาต้นเดือนธันวาคมอีก ก็อย่างว่าครับเห่อของใหม่ ก็จำเป็นต้องเรียนรู้และใช้งานให้ได้เต็มที่ เพื่อที่จะนำเครื่องไปติดตั้งที่บ้านนกในวันพ่อ 05.12.53 และก็กลับจากบ้านนกมา ก็งานประจำอีกหละครับ ทำให้ไม่มีเวลาต้องเร่งสะสางงานให้ทันกำหนดการณ์ต่างๆ แต่ผมก็ยังเป็นห่วงเพื่อนๆที่ติดตามความเคลื่อนไหวของ VM-80 HT  ผมก็เลยนำเอาขึ้นตอนการตั้งค่าเพื่อควบคุมการทำงานลงให้ดูพลางๆไปก่อน

และถ่ายเป็น Clip ให้เพื่อนๆดูไปพลางๆก่อน (พอเริ่มสะสางได้มากแล้ว จึงได้มาเขียนอธิบายเพิ่มเติม) ว่าประสิทธิภาพ Hygrostat รุ่น VM-80 HT ว่าสามารถทำงานได้ครบตามเงื่อนไขที่เคยได้กล่าวไว้ในบทความก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยน Relay จาก 3A เป็น 5A มาจากโรงงานที่ผลิตเลย เพื่อให้ได้มาตราฐานที่สูงสุดจากโรงงาน จากใน Clip จะเห็นได้ว่าเครื่องสามารถรับ Load จากเปิด Blade Humidifier พร้อมๆกันได้มากถึง 3 ตัว ต่อ 1 ช่อง หากว่าใช้ช่องสั่งการ 2 ช่อง AL1 AL2 เพื่อให้ความชื้นแต่เพียงอย่างเดียวก็จะสามารถควบคุม Blade ได้ถึง 6 ตัวเลย

คู่มือการตั้งค่าพารามิเตอร์ VM80 Generation แรก ก่อนที่จะมีการเพิ่มพารามิเตอร์การหน่วงเวลา ให้ดูตามนี้นะครับ




ซึ่งในการทดลองนี้ ผมได้เน้นการสั่งงานให้เครื่องทำการควบคุมทั้งความชื้นและอุณหภูมิในเวลาเดียวกัน โดยให้ช่องสั่งการ AL1 บริหารจัดการความชื้น เพื่อไม่ให้ต่ำกว่า 77 Rh% และ ไม่เกิน 85Rh%  ส่วนช่องสั่งการ AL2 ให้บริหารจัดการอุณหภูมิ ซึ่งเรื่องนี้ออกจะซับซ้อนและต้องมีอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆเข้ามาเกียวข้องเพิ่มเติมไม่ใช่เพียงแต่เครื่อง Blade humidifier อย่างเดียว  อย่างเช่น พัดลมดูดอากาศเข้ามาร่วมด้วย ดังนั้นในช่อง AL2 ผมจึงนำเอา Blade humidifier กับ พัดลมมาตั้งคู่กัน เพื่อใช้แทนพัดลมดูดอากาศ ซึ่งจะทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น


จากการที่ได้พูดคุยกับหลายๆคน ได้ทราบว่าหลายท่านการควบคุมอุณหภูมินั้นค่อนข้างจะยุ่งยากซับซ้อน เพราะว่าจะต้องเปิดเครื่องทำความชื้น และเปิดพัดลมดูดอากาศไปพร้อมๆกัน ก็เพราะในขณะที่เปิดเครื่องทำความชื้นนั้นจะมี 2 สิ่งที่เกิดขึ้นไปพร้อมๆกัน ก็คือความชื้นจะขึ้นอย่างรวดเร็วและสูง แต่ในขณะที่อุณหภูมิจะค่อยๆลดลงอย่างช้าๆ สวนทางกัน  เมื่ออุณหภูมิลดลงจนถึงจุดที่ท่านต้องการ แต่ความชื้นจะสูงเกินไปมาก จนอาจสร้างปัญหาได้ เพื่อนๆหลายคนจึงเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องติดพัดลมดูดอากาศ เพื่อดูดเอาความชื้นส่วนที่เกินออกไป และรอให้อุณหภูมิค่อยๆลดลง ผมจึงได้นำเอา AL2 มาต่อเข้ากับ Blade Humidifier พร้อมทั้ง พัดลม ซึ่งหมายถึงพัดลมดูดอากาศนั้นเอง เพื่อให้เพื่อนๆได้เห็นว่า VM-80 HT ทำงานได้จริง ทำงานได้สอดคล้องกับความต้องการของเพื่อนๆจริงๆ

  หากว่าภาพเล็ก รบกวนให้ดูแบบ Full Screen จะชัดเจนกว่า  



                ซึ่ง VM-80 HT ตัวนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้อีกหลายอย่าง และซึ่งผมจะนำเสนอในวาระต่อไป อย่างเช่น การใช้ Blade Humidifier ในการควบคุมความชื้นและอุณหภูมิในเวลาเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้พัดลมดูดอากาศร่วมด้วย แต่ใช้เทคนิคในการตั้งค่าพารามิเตอร์แทน การนำ VM-80 HT มาประยุกต์ใช้เพื่อดูดเอาอากาศที่ได้เงื่อนไข 2 อย่างพร้อมๆกัน คืออุณหภูมิจะต้องอยู่ระหว่าง 26-28 องศา และความชื้นจะต้องอยู่ระหว่าง 75 Rh%-85 Rh% เข้ามาในบ้านนก ซึ่งเป็นอากาศที่เราๆท่านต้องการ ซึ่งมีข้อดีตรงที่ว่าอากาศดูดเข้ามานั้นที่เป็นธรรมชาติจริงๆ เกิดตามธรรมชาติ เน้นว่าเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติครับ ซึ่งเพื่อนคงต้องคอยติดตามอ่านตามดูในบทความต่อๆไปครับ

                                                                                             Vuthmail-Thailand
                                                                                                     15.12.53


สำหรับการตั้งค่า VM80 รุ่นใหม่ Generation ที่ 2 ที่มีพารามิเตอร์ที่สามารถหน่วงเวลาของช่องสั่งการทำงานได้  ซึ่งผมได้ลงคู่มือการใช้ไว้ให้เพิ่มเติม ตามรายการด้านล่างนี้นะครับ

ไปติดตั้ง VM-80 HT แล้วครับ

ช่วงปลายเดือน พฤศจิกายน ผมได้รับเครื่องจากต่างประเทศมา ก็เลยมัวแต่ยุ่งๆกับการทดลองและตรวจสอบเครื่องดูว่าถูกต้องตรงตามที่ต้องการหรือไม่ พร้อมทั้งการทดลองเดินสายไฟเอง เดินสายไฟเข้า เดินสายไฟไปยังอุปกรณ์ต่างๆๆ เพื่อดูว่ามีความยุ่งยาก ซับซ้อนหรือไม่ประการใด อีกทั้งการทดลองประสิทธิภาพเครื่องให้เครื่องรับ Load ในระดับต่างๆ และหนักไปในส่วนของการทดลองเปิด Blade Humidifier จำนวน 3 ตัวพร้อมๆกัน จนแน่ใจว่า VM-80 HT รับ Load จากเครื่องทำความชื้นได้ 3 ตัวพร้อมๆกันได้เป็นที่แน่นอนแล้ว  ก็ยังทดสอบทำความเข้าใจการตั้งโปรแกรมต่างๆ เพื่อให้เครื่องทำงานได้อย่างที่ต้องการ ซึ่งการทดสอบประสิทธิภาพก็ทำกันอย่างหนัก มีความขลุกขลักบ้างพอประมาณ เพราะว่าเป็นของใหม่ ยังไม่คุ้นเคย แต่พอทำไปสักพักก็เริ่มคุ้นเคยทำได้ง่ายสะดวกจริงๆ พร้อมทั้งได้รับความอนุเคราะห์จากคุณหนุ่มจันทน์ จึงทำให้ทุกอย่างผ่านมาได้ด้วยดีครับ แต่ก็หมดเวลาไปมากพอประมาณ-กว่าจะแจ่มแจ้ง และได้เรียนรู้แนวทางแก้ปัญหาต่างจนทะลุปรุโปร่ง จนเกิดเป็นความมั่นใจในตัว VM-80 HT เป็นอย่างมาก

ดังนั้นอาทิตย์ก่อนซึ่งเป็นวันหยุด ผมกับน้องชายจึงได้เดินทางไปบ้านนกเพื่อไปติดตั้ง Hygorstat VM-80 HT โดยความชะล่าใจจึงไม่ได้ตระเตรียมสายไฟที่จะนำมาใช้ต่อขยายความยาวสายของ Sensor  ไปด้วย จึงทำให้ไม่มีสายไฟที่จะขยายความยาวสาย Sensor ได้ ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นสาย PT-100 (เป็นสายประเภท RTD -Resistant Temperature Detector) ซึ่งภายในประกอบไปด้วยสายย่อยจำนวน 5 เส้น ซึ่งมีสีแดง เหลือง ดำ ฟ้า น้ำตาล


- 3 สีแรก สีแดง เหลือง ดำ เป็นเรื่องของความชื้น
- 2 สีหลัง ฟ้า น้ำตาล เป็นเรื่องของสายอุณหภูมิ

หากว่าจะหาซื้อก็ราคาสาย PT-100 ก็จะประมาณเมตรละ 40 บาท ผมลองคำนวณดูคร่าวๆ ผมจะต้องใช้สายยาวประมาณ 150 เมตร ตกเป็นเงินประมาณ 6,000 บาท ซึ่งก็เอาเรื่องพอสมควร ซึ่งเป็นภาระให้กับคนที่ต้องซื้อเครื่องที่จะต้องจ่ายเพิ่มอีกเป็นเงินหลายบาท

ผมก็เลยลองคิดดูว่า  น่าจะมีทางออกที่ดีกว่านี้ ก็นึกไปถึงสายโทรศัพท์ สายลำโพง ซึ่งสายโทรศัพท์นั้นมี 6 เส้น ซึ่งเหมาะสมกับการใช้ แต่มีข้อเสียอยู่ว่าสายขาดในได้ง่าย ส่วนสายลำโพงก็มีแค่ 2 สีหากว่าต้องไปหาซื้อแบบหลายๆสีเพื่อให้ครบ 5 สีที่แตกต่างกัน แล้วนำเอามาใช้ก็ได้ครับ แต่ก็จะมีปัญหาเรื่องของความสามารถในการนำไฟฟ้าที่แตกต่างกันออกไปเพราะว่าเป็นสายที่มาจากคนละโรงงานกัน  ซึ่งค่าความต้านทานจะไม่เท่ากัน จึงย่อมส่งผลให้ค่าที่ได้วัดสายแต่ละเส้นแตกต่างกันไปด้วยนั้นเอง และการเดินสายก็จะยุ่งยากว่าเพราะว่า ต้องใช้ 3 คู่มัดรวมกัน การตีกิ๊ฟ การเก็บสายอาจจะทำได้ลำบาก ยุ่งยาก แล้วอย่างนั้นจะทำอย่างไรต่อไปหละ

สุดท้ายคิดไปคิดมา ได้นึกถึงสาย LAN ครับ ซึ่งมีองค์ประกอบครบทุกอย่าง คือสาย LAN เป็นสายที่สามารถหักงอได้มาก มียืดหยุ่นสูง ไม่ขาดใน และก็มีสีมากว่า ผมก็เลยตัดสินใจไปใช้สาย LAN เลยครับ ไปหาซื้อที่คอมพิวเตอร์ โดยร้านค้าให้สายมาเป็นสาย LAN ยี่ห้อ Sys Link ครับ

ซึ่งก่อนการติดตั้งใช้งานจริง ผมได้ทำการทดสอบหาค่าความคลาดต่างๆจากสาย LAN ให้ได้เสียก่อน ซึ่งผมได้ข้อสรุปดังต่อไปนี้ครับ 

1.-สำหรับความชื้นที่วัดได้จากสาย LAN จะมีค่าความเคลื่อนต่ำมาก โดยใช้สายยาวประมาณ 25 เมตร ค่าความชื้นจะเพิ่มขึ้นเพียง 2-3 Rh% เท่านั้น

2.-สำหรับอุณหภูมิที่วัดได้จากสาย LAN นั้น แกว่งตัวมากเอาเรื่องเลย แต่ด้วยจำเป็นที่ต้องเร่งติดตั้ง ไม่มีเวลามากพอที่จะมานั่งหาสายอื่นๆทดแทนแล้ว ด้วยเป็นวัดหยุดและเป็นวันสุดท้ายอีก  จึงทำให้ผมตัดสินใจใช้สาย LAN ตามเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่ว่าผมได้ลดทอนความยาวสายที่จะเดินให้สั้นลงเหลือเพียงเท่าที่จำเป็นจริง คือ 11.20 เมตรและทำการ Clibrate ค่าให้ถูกต้อง แล้วจึงทำการสอบเทียบอุณหภูมิที่วัดได้จาก VM-80 HT ที่ต่อขยายความยาว เปรียบเทียบกับตัวอื่นๆที่ไม่ต่อขยายความยาวสาย Sensor ค่าที่ได้เป็นที่น่าพอใจมาก ถึงแม้ว่าสายที่ต่อขยายจะสั้นไปบ้าง แต่ก็ไม่แสดงถึงค่าผิดพลาดหรือเป็นข้อด้อยแต่ย่างไร (โดยส่วนตัวผมเน้นเรื่องความถูกต้องแม่นยำที่ได้จาก Hygrosatat มากกว่าสาย Sensor ที่ยาว สายยิ่งยาวโอกาสเพี้ยนยิ่งสูงครับ เอาเท่าที่จำเป็นต้องใช้ก็เพียงพอแล้ว)

ข้อดีของการใช้สาย LAN ในการต่อขยายความยาวก็คือเราจะมีสายไฟที่ไม่ได้ใช้เก็บไว้เป็นสายสำรองอีกด้วย เพราะว่าโดยปกติแล้วสาย LAN จะประกอบไปด้วย สายภายใน 8 เส้น แต่สาย Sensor จะใช้เพียง 5 เส้น ดังนั้นจึงยังมีสายไฟที่จะนำมาใช้เป็นสายสำรองได้อีก 3 เส้น ซึ่งครอบคลุมทั้งสายความชื้น 3 เส้น หรือ สายอุณหภูมิซึ่งใช้แค่ 2 เส้น ซึ่งทำให้หมดกังวลเรื่องการเดินสายใหม่ หากว่าสายเกิดความเสียหายขึ้นมา ก็นำสายสำรองทั้ง 3 เส้นมาต่อเชื่อมใหม่ ไม่จำเป็นต้องเดินสายใหม่ทั้งหมด ซึ่งสายสำรองนี้มีครอบคุม-เพียงพอ  (อย่างมากสุด 3 เส้น , อย่างน้อย 2 เส้น แต่มีสำรองไว้ถึง 3 เส้นครบ)

ซึ่งโดยภาพรวมๆ ผมว่าสาย LAN ก็พอใช้ได้นะครับ และเมื่อติดตั้ง VM-80 HT เสร็จแล้ว ก็เริ่มการใช้งานจริง ซึ่ง VM-80 HT สามารถควบคุมความชื้น-อุณหภุมิได้ถูกต้องตามที่ตั้งความหวังไว้ทุกประการ
คือสามารถควบคุมความชื้นและอุณหภุมิได้ในเวลาเดียวกันเลย ไม่ว่าจะเป็นความชื้นลดต่ำลง VM-80 HT จะเปิด Blade เพิ่มความชื้นให้จนถึงระดับที่ต้องการ หรือหากว่าอุณหภูมิเพิ่มขึ้น VM-80 HT ก็จะสั่งเปิด Blade Humidifier ชุดเดียวกันนี้แหละ เพื่อลดอุณหภูมิลงมา ทำให้สามารถใช้งาน Blade Humidiifer ได้แบบ 2 in 1 เลย การเดินสายไฟก็ทำได้สะดวก ง่ายกว่าที่หลายคนคิดเอาไว้
 
วันหลังผมจะมาแนะนำ การ Set Parameter ต่างๆ เพื่อให้ VM-80 HT สามารถควบคุม Blade Humidifier ในการเพิ่มความชื้นและลดอุณหภูมิ โดยใช้ Blade Humidifier เพียงแค่ชุดเดียวเท่านั้น พร้อมทั้งเทคนิคที่ช่วยให้ไม่ต้องเดินสายไฟยุ่งยาก ไม่ซับซ้อนแต่สามารถทำให้ Blade สามารถควบคุมได้ทั้งอุณหภูมิและความชื้นได้ในเวลาเดียวกันเลย สะดวกมากครับ
 
ตอนนี้ผมขอสะสางงานที่คั่งค้างมากมายให้ลดลงเสียก่อน และเริ่มมีเวลาว่าง ผมจะทำ Clip สาธิตการใช้งาน ต่างๆอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการตั้งค่าตัวแปร สาธิตการรับ Load จาก Blade พร้อมกันทีเดียว 3 ตัว การสาธิตการควบคุมความชื้นและอุณหภูมิในเวลาเดียวกันให้ดูครับ
 
                                                                                  Vuthmail-Thailand
                                                                                           08.12.53

แกะรอย VM80 เครื่องควบคุมอุณหภูมิความชื้นในตัวเดียวกัน

ผมใช้เวลาในการหา Hygrostat ที่มีประสิทธิสูง เพื่อนำมาใช้ในการควบคุมความชื้นในบ้านนกของผมเอง
ซึ่งโดยส่วนตัว ผมมองว่าในเมืองไทยไม่ค่อยได้ใช้เกี่ยวกับอุปกรณ์ตัวนี้ ใช้กันเฉพาะกลุ่ม ใช้กันไม่มาก เพราะว่าประเทศไทยบ้านเราไม่หนาวเหมือนกับต่างประเทศ อุปกรณ์เหล่านี้จึงหาได้ค่อนข้างยาก-ลำบากจริงๆครับ อีกอย่างราคาอุปกรณ์พวกนี้ราคาสูงมาก

ผมเองก็มีความรู้เรื่องไฟฟ้าน้อย จึงต้องใช้เวลาศึกษาหาข้อมูลอยู่นาน กว่าที่จะสามารถเข้าใจเรื่องอุปกรณ์เหล่านี้ได้พอประมาณ นอกจากนี้ผมเองก็ยังต้องศึกษาต่อไปว่าจะทำอย่างไรให้อุปกรณ์เหล่านี้ มีความเหมาะสมกับบ้านนกที่ใช้ Timer ในการควบคุมการให้ความชื้นอยู่ก่อนแล้ว และให้เหมาะสมกับบ้านนกใหม่ที่กำลังจะติดตั้งอุปกรณ์นี้อยู่

สิ่งแรกที่ผมสังเกตุเห็นอะไรหลายๆอย่าง ซึ่งจำเป็นจะต้องเพิ่มเติม เช่นค่ากล่อง ค่าMagnatic ค่าAdaptor สำหรับจ่ายไฟให้บอร์ด และค่าใช้จ่ายแฝง ตามที่ได้เขียนไว้ในบทความ แกะรอย Hygrostat ภาคแรก ซึ่งผมเองได้เขียนไว้ก่อนหน้านี้  ก็อย่างที่บอกครับ ผมมีความรู้เรื่องไฟฟ้าน้อยและคาดว่ายังมีคนอยู่อีกกลุ่มหนึ่งที่มีความรู้เรื่องไฟฟ้าน้อยเหมือนกับตัวผมเอง

ดังนั้นตัว Hygrostat รุ่นที่ผมมองหาอยู่นี้จะต้องง่ายต่อการติดตั้ง ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มในส่วนค่าใช้จ่ายแฝงต่างๆ เอาแบบที่เรียกว่ายก Timer ชุดเก่าออกทิ้งไป และต่อไฟเข้าในช่องของ Input และต่อสายไฟออกที่สั่งเปิดปิดเครื่อง Blade Humidifier ที่ช่อง Output ของ Hygrostat เพียงเท่านี้เองให้ง่ายๆอย่างนี้มีหรือปล่าว ผมก็เพียรหาอยู่นานครับ ปรากฏว่ามีครับ



เครื่องรุ่นนี้เป็นรุ่นใหญ่ครับ สามารถให้ควบคุมได้ทั้ง ความชื้นและอุณหภูมิ โดยอยู่ในเครื่องตัวเดียวกัน รุ่นนี้ผมเจาะลงไปที่รายละเอียด ทำให้ได้ทราบว่ารุ่นนี้ทำได้ตามที่ผมต้องการ ยก Time เก่าทิ้งไป ยก Hygrostat ใหม่เข้าไปแทนที่   แต่ว่ารุ่นที่มี Relay 3A เท่านั้นผมได้ขอให้ทางโรงงานที่ผลิตติด Relay ขนาด 10A เพิ่มเติม แต่ทางโรงงานบอกว่า Relay 10 ใหญ่เกินไปที่จะลง Case ได้ จึงได้สรุปว่าสามารถเป็นจาก Relay 3A เป็นได้แค่ 5A ซึ่งก็ยังดีกว่าเดิมมากพอสมควร  
และรุ่นนี้ Board มีค่าความเพี้ยนในการวัดต่ำที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นเลยคืออยู่ + 0.3%  ซึ่งปรกติจะอยู่ที่ + 5% ซึ่งค่าความเพี้ยนระดับ + 0.3% ผลการวัดจะมีความเที่ยงตรงสูงมากๆ และอยู่ในเกณฑ์สูงกว่ามาตราฐานมาก ( แม่นยำกว่า Board ปกติถึง 94% )

Sensor ที่ใช้วัดจะวัดได้เที่ยงตรงกว่า Sensor ปกติ ค่าความเพื้ยนต่ำกว่า Sensor ปกติอยู่ 2% ซึ่งมีความแม่นยำสูงเอาการ (ปกติค่าความเพี้ยนของหัว Sensore ทั่วไปจะอยู่ประมาณ 5% แต่รุ่นนี้อยู่ 3% หรือเท่ากับมีความแม่นยำมากกว่าปกติ 40% เลยนะครับ) สายยาว 3 เมตร ขยายความยาวได้ด้วย สายไฟธรรมดา ซึ่งสะดวกมาก

และที่เด่นสุดๆๆ สำหรับรุ่นใหญ่ตัวนี้คือ มีความสามารถในการรับส่งข้อมูลระหว่าง Computer ได้ด้วย RS232 หรือ RS485 หรือสามารถทำโปรแกรม PLC (Programmable Logic Controller) เองได้ ซึ่งถือว่าเป็นข้อดีของเครื่องรุ่นใหญ่ตัวนี้ที่พิเศษมากๆๆ

ข่าวล่าสุดครับ ผมได้ให้ทางบริษัทช่วยออกแบบการต่อเชื่อม เพื่อเพิ่มความสามารถของเครื่องให้สามารถควบคุมทั้งความชื้นและอุณหภูมิในเวลาเดียวกัน โดยไม่แบ่งว่าจะต้องกังวลว่าจะควบคุมด้วยความชื้นเป็นหลัก หรือใช้อุณหภูมิเป็นหลัก

จึงทำให้เครื่องรุ่นใหญ่นี้จะสามารถควบคุมความชื้นและอุณหภูมิไปพร้อมๆๆกันเลย ทั้ง 2 กรณีซึ่งพิเศษมากครับ ซึ่งหากว่าสรุปเงื่อนไขการทำงานจะเป็น 3 ช่วงดังต่อไปนี้คือ

กรณี 1.- หากความชื้นต่ำกว่า 75 Rh% ให้ Hygrostat สั่งเครื่องเปิดเครื่อง Humidifier และหากว่าความชื้นเริ่มสูงขึ้นจนถึง 90% ให้ Hygrostat สั่งปิดเครื่อง Humidifier เอง ( และสามารถกำหนดค่าเปิด-ปิดเครื่องได้เองตามความต้องการ )



กรณี 2.-อุณหภูมิหากว่าสูงกว่า 30 องศาให้ Hygrostat สั่งเครื่องเปิดเครื่อง Humidifier และหากว่าอุณหภูมิลงจนถึง 28 องศาก็จะสั่งให้ Hygrostat ปิดเครื่อง Humidifier อัตโนมัติ (และสามารถกำหนดค่าเปิด-ปิดเครื่องได้เองตามความต้องการ)



กรณี 3.-ที่วิเศษสุดๆก็คือ เมื่ออุณหภูมิลดลงมาอยู่ที่ 28c และเริ่มสูงขึ้น ความชื้นเริ่มตกลงมาอยู่ระดับต่ำ ระบบก็จะสั่งให้ทำการเปิด Humidifer เอง เพื่อการรักษาระดับความชื้นให้อยู่ในระดับที่นกชื่นชอบเอาไว้ และเป็นการช่วยลดอุณหภูมิไม่ให้แกว่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเกินไป  จึงทำให้อุณหภูมิค่อยๆปรับตัวสูงขึ้นอย่างช้าๆ ค่อยๆเป็นค่อยๆไป  จึงเป็นรักษาระดับอุณหภูมิ-ความชื้นที่เหมาะสมกับนก ให้สามารถอยู่ใน Nesting Room ได้นานขึ้นกว่าเดิม (ซึ่งเป็นข้อดีของเครื่องที่ได้เปรียบกว่าปกติ) เมื่อเปรียบเทียบกับการควบคุมโดยความชื้นหรืออุณหภูมิอย่างใดอย่างหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว  พร้อมทั้งเป็นการเพิ่มความชื้นและลดอุณหภูมิในบ้านนกในเวลาเดียวกัน  (สามารถกำหนดค่าเปิด-ปิดเครื่องได้เองตามความต้องการ)


                                                                                          Enjoy it
                                                                                 Vuthmail-Thailand
                                                                                         29.10.53

ความชื้นยิ่งละเอียดยิ่งดี

ก็อย่างที่เราทราบๆกันอยู่นะครับว่า นกแอ่นกินรังนั้นจะชอบความชื้นที่ค่อนข้างสูง ช่วงระหว่าง 80 Rh%-85Rh% แต่ว่าเรื่องของอุณหภูมิก็สำคัญไม่หยอก แต่อาจจะเป็นรองๆลงมาบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีความสำคัญเลยนะครับ

หากว่าเป็นหน้าร้อน ที่ร้อนมากๆๆอย่างหน้าร้อน ปี 53 ที่ผ่านมาเป็นเครื่องพิสูจน์แบบเห็นๆกันอยู่ หากว่าบ้านนกที่อุณหภูมิสูงเกิน 32-34 องศาอย่างนี้ เราก็ต้องมาให้ความสำคัญกับเรื่องอุณหภูมิ แทนที่จะเป็นเรื่องความชื้น หรืออย่างหน้าหนาว 2 ปีก่อนจังหวัดที่ใกล้กรุงเทพจะเย็นเอาเรื่อง เราก็ต้องเน้นการปรับเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้น เพื่อทำให้นกอยู่สบายๆ ไม่หนาว ส่วนหน้าฝนเรืองอุณหภูมิแทบไม่ต้องเป็นห่วงเลย ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลอุณหภูมิจะเป็นที่เด่น หรือต้องให้ความสำคัญเป็นคราวๆไปตามปัจจัยที่เข้ามากระทบ แต่เรื่องของความชื้นจะเป็นเรื่องต้องควบคุมอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าบางครั้งเรื่องอุณหภูมิจะเด่นเกินหน้าเกินตาขึ้นมาเป็นครั้งเป็นคราวก็จริง แต่อย่างไรก็แล้ว ความชื้นเป็นเรื่องที่ไม่สามารถละเลยได้ครับ

การควบคุมความชื้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนครับ แกว่งตัวขึ้นลงได้ง่ายอีกทั้งแกว่งขึ้นละได้ครั้งละมากๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง เช่น ขนาดช่องขนาดรูระบายอากาศ ความแรงของลมที่พัดเข้ามาก ความชื้นในอากาศของแต่ละช่วงเวลา ความชื้นในอากาศในแต่ละฤดูกาลก็แตกต่างกัน ความร้อนแรงของแสงที่ส่องเข้าไปในบ้านนกก็แตกต่าง  การออกแบบบ้านนกให้มีหรือไม่มีบ่อน้ำภายในบ้านนก ก็มีผลกับความชื้นภายในบ้านนกเช่นกัน ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นปัจจัยที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าย่อมกระทบต่อความชื้นสัมพัทธ์ในบ้านนกของท่าน  ดังนั้นเรื่องต่างๆเหล่านี้ย่อมส่งผลต่อความชื้นในแต่ละจุดของบ้าน ซึ่งมีผลทำให้ความชื้นในแต่ละจุดก็จะไม่เท่ากัน แตกต่างกันออกไป บางจุดความชื้นสัมพัทธ์อาจจะสูง บางจุดความชื้นอาจจะต่ำ ความชื้นในแต่ละชั้นก็จะแตกต่างกัน อีกทั้งเรื่องของพื้นที้ใช้สอยในบ้านนกก็มีผลเหมือนกัน
 
เรื่องพื้นที่ของอาคารบ้านนกแตกต่างใหญ่เล็กไม่เท่ากัน ซึ่งเราต้องยอมรับกันว่าบ้านนกพื้นที่เล็ก การควบคุมความชื้นย่อมทำได้ง่ายกว่าบ้านนกพื้นที่ใหญ่ ความยุ่งยาก ซับซ้อนในการควบคุมความชื้นก็จะแตกต่างกันไป จำนวนชั้นก็มีผลต่อความชื้น ขนาดของช่องเข้าออกใหญ่เล็กไม่เท่ากัน จำนวนช่องมากน้อยไม่เหมือนกัน มี 1 ช่องบ้าง 2 ช่องบ้าง อีกทั้งตำแหน่งและระยะห่างของช่องนกเข้าออกกับ Nesting Room ก็จะส่งผลต่อความชื้นของอาคารเช่นกัน โดยส่วนมากชั้นบนสุดของบ้านนกจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เปลี่ยนแปลงได้มากที่สุดและรวดเร็วกว่าชั้นล่างๆ
 
ดังนั้นการควบคุมความชื้น โดยใช้จุดที่วัดเพียง 1-2 จุด เพื่อควบคุมความชื้นพื้นที่ทั้ง 3 ชั้น หรือ ควบคุมความชื้นบ้านนกทั้งหลังนั้น ผมว่าเป็นสุ่มเสี่ยงค่อนข้างมาก แต่ว่าท่านสามารถใช้การวัดความชื้น 1-2 จุดได้เช่นกัน แต่ต้องมีเงื่อนไขว่า--ท่านจะต้องแม่นเรื่องความชื้นมากๆๆ หากว่าท่านวางตำแหน่ง Sensor ไว้ผิดที่ผิดทางโอกาสพลาดก็มีมากเช่นกัน 
 
ในทางกลับหากว่าเรากระจายจุดวัดและจุดควบคุมให้มากจุด แยกเป็นหน่วยย่อยๆ หลายๆจุด จะทำให้สามารถบริหารความชื้นได้แม่นยำ ทำได้ละเอียดกว่า ความผิดพลาดน้อยลง ประสิทธิภาพการบริหารความชื้นต่อพื้นที่จะทำได้แม่นยำ การแยกการควบคุมความชื้นเป็นหน่วยย่อยหลายๆจุดนั้นจะทำให้การควบคุมความชื้นในแต่ละพื้นที่ได้ประสิทธิภาพสูงว่าอย่างชัดเจน การบริหารความชื้นให้เข้าสู่ภาวะ Idealy จะทำได้ง่ายกว่า รวดเร็วกว่า; แม่นยำกว่า ในช่วงเวลาที่ถูกต้องทันกาลมากกว่าการใช้จุดวัดและควบคุมเพียง 1-2 จุด โดยที่เราอาจจะไม่ต้องเก่งหรือแม่นเรื่องตำแหน่งที่วางหัว Sensor อย่างเซียนที่เค้าเก่งๆครับ
 
                                                                              Vuthmail-Thailand
                                                                                     26.10.53

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554

VM80 Hygrostat อุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น ตัวเล็กแต่ประสิทธิรุ่นใหญ่

เนื่องจากผมได้เขียนบทความการใช้งานในหลายๆมุม หลายๆด้านของ Hygrostat รุ่น VM80 ไว้ใน Blog เกี่ยวกับบ้านนกแอ่นกินรัง สามารถติดตามอ่านได้ที่  http://vuthmail-swiftlet.blogspot.com/

ซึ่งบทความเกี่ยวกับ VM80 ได้กระจัดกระจายอยู่บทความหลายๆบทความในหลายเดือน จึงทำให้ยากต่อการติดตามอ่าน จึงทำให้ขาดความเข้าใจอย่างตลอดเนื่องตลอดสาย ผมจึงคิดที่จะทำการรวบรวมบทความของ VM80 ให้อยู่ในที่เดียวกัน ผมจึงได้ทำการแยก Blog ของ VM80 ออกมาไว้ต่างหาก เพื่อสะดวกในการติดตามอ่าน และให้ต้องตามค้นหาว่ามีบทความเก่าเกี่ยวกับ VM80 ที่ไหนบ้าง เพราะมีคนโทรมาสอบถามผมหลายคน ซึ่งทำให้ผู้อ่านเกิดความไม่สะดวก

จากวันที่เริ่มคิด ถึงวันนี้ประมาณ 1 เดือน 2 วัน จึงมีเรี่ยวมีแรงกำลังในการรวบบทความเก่าเหล่านั้นออกมาเป็น Blog ที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของ Hygrostat เครื่องควบคุมอุณหภูมิ-ความชื้น VM80 โดยเฉพาะให้เพื่อนได้ติดตามอ่านกันตั้งแต่เริ่มจนถึงปัจจุบัน

                                                                                  Vuthmail - Thailand
                                                                                            02.09.54